EnterTainMent

About STH

posted on 23 Sep 2004 21:24 by illkid  in EnterTainMent

เมื่อวานเนทล่มไม่สามารถเข้าเวบต่างประเทศได้ เราก็เลยมาพิมพ์blog แต่สุดท้ายก็up ไม่ได้เนื่องจากlog in หลุดตั้งกะเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แย่ชะมัด วันนี้มาเขียนใหม่ก็ได้ไม่เหมือนอันเดิมแล้วล่ะ อารมณ์ในตอนนั้นก็ต้องเขียนมันตอนนั้นถึงจะได้เนอะ

เมื่อวานจะบอกว่าไปดูเรื่อง Three 2 มาผิดคาดสุดๆ คิดว่าคงจะดูไม่รู้เรื่องเหมือนกับที่ฟังเพื่อนอีกคนบอกมา แต่ก็ไม่เห็นเป็นอย่างที่เค้าบอก เรากลับคิดว่าดีกว่าภาคที่แล้วมากๆ แถมยังได้อะไรเยอะกว่าด้วยในด้านความคิดน่ะนะเราคงจะไม่พูดถึงเรื่องของเนื้อเรื่อง เพราะถ้าเราเล่าไปคงจะมีหลายคนไม่พอใจเป็นแน่ เราก็เคยเป็นนะที่จะไปดูหนังเรื่องนึงแล้วถูกคนเล่าให้ฟังก่อนน่ะ ถ้ายังไม่ได้ซื้อตั๋วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อแล้วคงเจ็บใจเป็นอย่างมาก ถ้าถามเราเรื่องนี้เราชอบของญี่ปุ่นนะ แต่อาจจะดำเนินเรื่องช้าไปหน่อย แต่ถ้าพูดโดยรวมแล้วดีทุกตอนนะ มีข้อเสียแค่มันน่าสะอิดสะเอียนมากไปเท่านั้นเอง นอกนั้นก็Ok แถมของเกาหลียังได้ผู้กำกับของหนังเรื่อง Old Boy มากำกับด้วย เราเองยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ แต่ได้ยินเพื่อนเรามาว่ามันน่าหยะแหยงอยู่พอควร พอได้ดูเองก็เลยเข้าใจถึงคำพูดของมันเลยล่ะ แต่ในความไม่ดี(เท่าไหร่)มันก็มีความดีอยู่ด้วยจริงมะล่ะ คงต้องยกนิ้วให้กับคนทำsound ของทั้ง3 ตอนน่ะนะว่าทำได้เข้ากับบรรยากาศของแต่ละตอนมากๆ สามารถดึงให้ผู้ชม(อย่างเราไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่านะ)มีอารมณ์ร่วม และทำให้หนังน่าติดตามมากขึ้น มุมกล้องของผู้กำกับแต่ละคนก็น่าสนใจดีด้วย สรุปแล้วแนะนำให้ไปดูกันเองดีกว่า แต่เป็นหนังคิดเยอะพอสมควรนะ ถ้าจะไปอาจจะต้องมีการทำใจก่อนไปดู

พอดูหนังเสร็จก็กลับมานั่งนึก(ฟุ้งซ่านอีกแล้ว)ว่าพักหลังๆคนทำหนังมักจะดึงเอาด้านมืดของคนออกมานำเสนอเนอะ มันก็จริงอยู่ที่ว่ามันจะช่วยทำให้คนได้หันกลับมามองและระมัดระวังกับการใช้ชีวิตของตัวเองให้มากขึ้น แต่ในมุมกลับมันก็อาจจะทำให้คนคิดว่าโลกนี้มีแต่สีดำหรือเปล่า บางคนเห็นคนที่ดูหนังตลกเป็นคนไร้สาระ ไม่หัดมองโลกแห่งความจริงบ้าง หัดดูข่าวซะบ้างซิ อ้าวเป็นงั้นไปอีก คือว่าข่าวอะนะมันก็มีแต่ข่าวอาชญกรรมอะ เราเองคิดว่ามันคงทำให้ชีวิตเจริญน้อยลงง่ะ ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่มั้ง เราควรจะมาสมดุลย์ในการดำรงชีวิตบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือสามารถแยกแยะสิ่งที่ทำได้ นั้นแหละดีที่สุดสำหรับตัวเอง เราคิดอย่างนี้อะนะ ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงเหมือนกัน ถ้าใครดูหนังเรื่องนี้มาแล้วก็แวะมาเล่าให้ฟังบ้างนะจ๊ะ จะได้แลกเปลี่ยนกัน ไปทำงานก่อนละ ไว้จะกลับมาใหม่ ^O^


edit @ 2006/10/22 14:18:04

Movie (Time Break) Part I

posted on 20 May 2006 00:29 by illkid  in EnterTainMent

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน แต่ละวันรู้สึกว่ายังใช้เวลาไม่ค่อยคุ้มเลย ในที่สุดหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ต้องรอคอย ผิดหวัง ท้อแท้ เสียใจ ตื่นเต้นแล้วมีไรอีกอะ ความรู้สึกดี แล้วก็แย่มาเยอะ เหมือนจะแก่ไปเกือบสิบปี ในเวลาเพียงแค่ 4-5 เดือนที่ผ่านมา แต่ถึงจะแย่ยังไงระหว่างนั้นก็มีพักด้วยเรียกว่าพักยกก็ได้มั้ง ( Thesis เป็นอะไรที่พระเจ้าสุดๆ ไม่ขอเอ่ยถึงดีกว่า เพราะว่าไม่อยากให้เพื่อนๆ อึดอัดเนื่องจากช่วงนั้นโดนรบกวนมากอยู่ ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ^^)

ช่วงที่พักก็ 555 แน่นอนดูหนัง ฟังเพลงไปตามประสา ถึงแม้ว่าตัวเองจะยังไม่ได้พัฒนาไปไหนเท่าไหร่ แต่โลกก็ยังหมุนอยู่นี่ คนอื่นก็ยังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก็เลยมีงานเพลงดีๆ หนังหนุกๆออกมาให้ดูพอสมควร ที่เจ๋งสุดคงเป็นเรื่อง A Chinese Tall Story (คนลิงเทวดา) เนื่องจากแน่นอนว่าต้องชอบดาราอยู่แล้น เซียะถิงฟง อาซาวง Twins แค่เห็นดารานำก็ต้องดูแล้วอะ ชอบคู่นี้ตั้งแต่เล่นเรื่อง A New Police Story ด้วยกันละ เรื่องนี้พิเศษหน่อย เพราะว่ามีคนไปดูด้วยรวมกันประมาณ 13 คนเหมาทั้งแถวที่นั่งทีเดียวครับท่าน หุหุหุ

ตอนแรกก็รู้แค่ว่าเป็นไซอิ๋ว ภาคใหม่แต่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยทีเดียว และไม่คิดว่าจะเป็นหนังที่ตลกม๊ากมากด้วยคิดแค่อยากดูเพราะพระเอกนางเอก แล้วก็อยากรู้ว่าNic เล่นเป็นพระถังะเป็นไง ใครจะไปรู้ พระเจ้า!!!! เปิดฉากมาก็บ้าบอสิ้นดี ขำแบบไม่ไหวแล้วไร้คำบรรยายสุดๆ แบบว่านี่หรือไซอิ๋ว แม่เจ้าอะไรจะขนาดนั้น พระถังอะไรไมร้องไห้เป็นวกเป็นเวงอย่างงั้นล่ะนั่น แถมเดี๋ยวก็โดนโป๊กกระบาล เดี๋ยวก็โดนตี อะไรกันฟระ !! พี่ที่ไปดูด้วยก็ขำกันใหญ่เพื่อนที่ไปดูก็ขำถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคนข้างๆด้วยความมันส์ในอารมณ์ (โชคดีที่ไม่ได้นั่งข้างมัน ไม่งั้น-_-" แค่คิดก็หยองแล้น) เนื้อเรื่องก็ดูไปได้เรื่อยๆ มีมุขตลอดเรื่อง แต่ที่ทำให้ฮาหนักข้อขึ้นก็คนพากย์ พากย์ได้อารมณ์อย่างแรง แบบว่าแค่ต้นไม้ในเรื่องมันแปลก พี่แกก็ใส่เป็นมุขได้ แต่ที่น่าสังเกตหลังจากดูจบหลายคนบอกว่าเป็นหนัง Y เพราะมีคู่ Y ทั้งหญิงทั้งชาย แล้วก็มาอีกแล้วแบบเดียวกับTwins Effect I สาวๆในเรื่องช่างแข็งแรงและมาดแมนซะนี่กระไร เดี๋ยวอุ้ม เดี๋ยวประคองพระเอก ดูแล้วเริ่มงงว่าตกลงเค้าให้ใครเป็นพระเอกกันแน่ หุหุ แต่เรื่องนี้ Nic น่าร้ากกกกกมากจ้า เป็นพระถังแบบที่ยังตัดกิเลสไม่หมด แต่ก็น่ารักซะ ส่วนหงอคง ที่ป๋อหลินเล่นก็แมนดีนะ โดยเฉพาะชุด เก๋ไปอีกแบบ อาซาก็แต่งได้แปลกดี เป็นหนังที่ตอนท้ายทำให้ร้องไห้ได้ ประหลาดดี แต่ว่าตอนจบคนพากย์ก็ยังมีมุขอีกเหมือนเดิม พอไปดูเวอร์ชั่นกวางตุ้งจะรู้ว่ามันไม่ใช่มุข ในเรื่องมันพูดอย่างงั้นจริงๆ แต่เราคิดกันไปเองว่าเป็นมุขฮาไปเลย เป็นหนังที่เหมือนจะไร้สาระ แต่ก็ให้อะไรดีๆที่นอกจากทำให้ขำกับคนดู แต่อาจจะถูกเสียงหัวเราะกลบๆไปหน่อย อยากรู้ต้องลองค้นกันเองเรื่องบางเรื่องฟังคนอื่นก็รู้ แต่ไม่รู้สึกอ่ะ ของพวกนี้ต้องรู้สึกแล้วมันจะจำติดตัวไปอีกนาน (ซาบซึ้งมะ หุหุ)

แต่กว่าเราจะรู้ก็นานอยู่ หลังจากนั้นดูกี่ที่ก็ร้องไห้ 555 ดูหนังจนใกล้บ้าไปเลยแต่ว่ามันเป็นหนังดี แล้วก็น่ารักนะ ใครเครียดๆเอามาดูก็ดี ตลกที่แตกต่าง ดูแล้วซาบซึ้ง (ไม่ใช่รสพระธรรมนะ) ยังมีหนังอีกหลายเรื่องเลย แล้วจะมาเม้าส์ต่อ


edit @ 2006/05/20 00:40:53
edit @ 2006/05/20 00:49:09
edit @ 2006/05/20 00:56:03
edit @ 2006/10/22 14:37:16

Movie Break ภาคต่อ

posted on 22 Oct 2006 23:34 by illkid  in EnterTainMent

มาแบบอึมครึมเล็กน้อยเนื่องจากเรื่องบันเทิงที่อยากจะเล่า หุหุหุ ค่อนข้างเป็นหนังอึมครึมทั้งสองเรื่อง เป็นหนังที่มีที่มาที่แตกต่าง เรื่องนึงเป็นหนังฝรั่งตาน้ำข้าว ส่วนอีกเรื่องเป็นหนังเอเชีย มาจากเกาะเพื่อนบ้านเรา อ๊ะ! แต่ไม่อินเทรนนะคร้าบ (ช่วงนี้เทรนหนังเอเชียต้องเกาหลี-_-") มันเป็นหนังจีนที่มาจากเกาะที่เจริญแล้ว อุอุอุ อย่างฮ่องกง แม้ว่าจะกลับไปเป็นของจีนแล้ว เราก็ยังดูหนังของตัวอยู่นะ อิอิอิ ^O^

เรื่องก็มีอยู่ว่า เราได้ไปดูหนังเรื่อง Final Destination 3 ตอนช่วงที่จิตตกและต้องการพักผ่อนอย่างแรง (บอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้รู้แค่ว่าเนื้อเรื่องคร่าวๆของสองภาคก่อนเป็นยังไง แต่ไม่เคยดูจบทั้งเรื่องเลย) วันนั้นด้วยความเปลี่ยวจึงตัดสินใจไปซื้อตั๋วทั้งๆที่ก่อนไปเดินมาบุญครองไม่ได้คิดเรื่องดูหนังเลยแม้แต่จิดเดียว มันเป็นการดูหนังคนเดียว รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ (โสดก็งี้แหละค่ะ เศร้า T-T)

โดยปกติแล้วเราจะตัดสินใจดูหนังก็ต้องดูดาราก่อนเลย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ดู แต่เรื่องนี้สนแค่เนื้อเรื่องล้วนๆ อยากรู้ว่าภาคสุดท้ายที่ว่าเนี้ยจะดีแค่ไหน แล้วก็ไม่ผิดหวังสำหรับเรานะ คือเนื้อเรื่องธรรมดาเหมือนสองภาคก่อนหน้านี้เลย คือตัวเอกเห็นภาพว่าตัวเองแล้วก็คนอื่นตาย ก็เตือนคนกลุ่มนึงได้ ส่วนที่เหลือตายเรียบ แล้วยมฑูตที่ในเรื่องมันพูดถึงกันก็ตามเก็บที่เหลือรอดไปเรื่อยๆ แต่ว่าที่ว่าไม่ทำให้ผิดหวังคือว่าเจ๋งในการใส่เพลงประกอบล่ะ โอ้โห! มันใส่ได้เหมาะกับฉากและเหตุการณ์ทำให้ระทึกดีจริงๆ แล้วก็ตัดต่อได้ดี ทำให้ความตื่นเต้น ลุ้นระทึกมันเพิ่มขึ้นได้มากเลยทีเดียว คนที่ได้ดูแล้วคงพอรู้ ก็หนังแนวนี้อ่ะนะ ยิ่งเป็นภาคต่อด้วยก็ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องปัจจัยประกอบให้มากที่สุด ไหนๆก็ประหยัดค่าตัวนักแสดงไปเยอะแล้วนี่ (อันนี้ไม่ค่อยรู้นะคะ แต่คิดว่านักแสดงนำของเรื่องไม่น่าจะดัง หรืออาจจะเป็นเด็กใหม่เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน) รู้สึกคุ้มค่าตั๋วราคาหนึ่งร้อยบาท และอยากจะดูซ้ำอีก อิอิ

ส่วนอีกเรื่อง ที่ว่าเหมือนกันคือว่า ความที่เนื้อหาไม่มีไร เดาได้เหมือนกับเรื่องแรกเลย เรื่องนี้ดูดีวีดี อุตส่าห์รอนานมากเพราะแผ่นออกมานานแล้ว แต่มะมีตังค์พอได้ไปฮ่องกงเลยแอบหยิบแล้วให้พี่จ่ายตังค์ กลับมาดูแบบสบายๆ อุอุอุ ที่ดูเหตุผลต่างจากเรื่องแรก เพราะเรื่องนี้ดูตามเหตุผลหลักในการดูหนัง 555 คือว่าดารานำเป็นคนที่ชอบ สาว Gillian @ Twins กับ หนุ่ม Stephen Fung ที่ไปเป็นผู้กำกับแล้วแสดงนำ คู่นี้จับคู่กันครั้งแรก (เรื่อง KungFu Fury ไม่นับเพราะเล่นเป็นพี่น้องกัน)

Poster เรื่อง 49 Days หรือ 犀照

พี่น้องมันคือหนังผี ปกติเป็นพวกกลัวผีขึ้นสมองเลยล่ะ (แต่ดู The Grudgeแล้วไม่หลอนเลย -_-"เซ็งอย่างแรง) เรื่องนี้ได้ดูข่าวตอนที่หนังฉายรอบแรกที่ฮ่องกง กระแสแบบมาว่าน่ากลัวอย่างงั้นอย่างงี้ ทำให้เกิดการคาดหวังซิคะคุณ เพราะดิชั้นดู The Eye ภาค1 หลอนไป 2 อาทิตย์เต็มๆ และปัจจุบันยังแอบมีภาพติดตาอยู่บ้างประปราย ก็เลยคิดว่าเอาแล้ว ดารานำก็น่าสนใจ เนื้อเรื่องน่ากลัวอีก เข้าทางอย่างแรง อยากดู ตอนแผ่นยังไม่ออกก็รอ ...... หงุดหงิด พอแผ่นออกก็รออีก.... ไม่มีเงิน

พอได้ดู เครียดเลยครับท่าน ...... อากิล (ชื่อเล่นของสาว Gillian ที่เค้าเรียกกัน)ก็สวยดีนะจ๊ะ เป็นทนายที่แบบว่าน่าร้ากกกกกกกก พระเอกก็เป็นเถ้าแก่ที่ดูดีม๊ากกกกกก (อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวนะจ๊ะ) แต่ตัดต่อได้ห่วยสุดๆ บางช่วงที่เหมือนพยายามจะตัดให้มันดูลึกลับ ดูแล้วงง ใช่แล้ว งงคร้าบบบ แต่ไม่ได้งงตรงเนื้อเรื่องหรอกนะ เพราะตัดแบบนั้นทำให้หนังยิ่งเดาได้เข้าไปใหญ่ ที่งงคือทำแบบนี้ได้ไงฟระ ทำไมถึงตัดหนังได้ห่วยขนาดนี้ .... ตรงไหนกันฟร้า...... ที่บอกว่าหนังดีน่ะ โห ! ทั้งๆที่หนังดูฟอร์มดีกว่า Final Destination ที่เป็นหนังภาคต่อด้วยนะ ผิดหวังอย่างแรง ขอโทษ สาวก Twins ด้วย ที่แบบว่าหนังเรื่องนี้ กิลไม่เกิดอย่างแรง ให้ดูอีกคงต้องคิดดูก่อน หนังอย่างงี้ ขอกลับไปดู Twins Effect หรือหนังปัญญาอ่อน (แนวเดียวกันคือตลกเดาได้) ของ Twins ซะยังจะดีกว่าเลย

อันนี้คือขอเปรียบเทียบของหนังที่ใกล้เคียงกันในด้านของฟอร์มคือไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ ทุนมหาศาล ทั้งสองเรื่อง

เป็นหนังที่เนื้อหามันเดาได้ เหมือนกันอีกนั่นแหละ แบบว่าดูไปสักพักก็อืมมม รู้นะว่าคร่าวๆเป็น แต่ที่ลุ้นคือขั้นตอนแต่ละช่วงก่อนที่จะไปถึงตอนจบต่างหากล่ะ

แต่ที่ต่างคือความเหนือชั้นกว่าในด้านเทคนิคการตัดต่อที่ทำให้หนังมีแรงดึงดูดมากยิ่งขึ้น ช่วยลดจุดด้อยของหนัง แล้วก็ทำให้คนดู Enjoy กับหนังได้มากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าสนุกล่ะนะ แต่ว่าจะมีการดูเป็นครั้งที่สอง สามหรือเปล่าก็แล้วแต่นิสัยของคนดูแต่ล่ะคน กับเรื่องที่ดูไป ต้องมองนาฬิกาไปด้วย ว่าไมไม่จบซะทีฟร้า หรือว่า ง่วงแล้วง่ะ ทั้งๆที่หนังยังฉายไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ซึ่งสำหรับเรา 49 Days เกือบจะแย่ขนาดนั้น ยังดีแค่แอบหาว ไม่ขนาดว่าอยากนอนแล้วนะ

มันเป็นข้อสังเกตของเราหลังจากที่ดูหนังสองเรื่องนี้ อ่านๆไปอาจจะงงว่าไม่เห็นมันจะเหมือนกันตรงไหนเลย แต่ในความรู้สึกหลังจากที่ดูแล้วอะ โห เหมือนจัง อิอิอิ เท่านั้นล่ะจ้า จบดีกว่า เริ่มง่วงเหมียนกัน

ทนายสาวสุดสวย Gillian Chung

Credit 2: Nutch@TTF สำหรับรูปของ 49Days