**Brianstrom after half year in office**

posted on 13 Jul 2008 09:50 by illkid  in THOUGHT

ไม่ได้อัพบล็อกมาเกือบเดือนแล้วทีเดียว

ไม่น่าเชื่อเลย  ทำไมช่วงนี้นาฬิกาชีวิตมัน

หมุนเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ชีวิตการทำงานที่เหมือน

หุ่นยนต์ เหมือนคนในยุคอุตสาหกรรมในอเมริกา

ที่ทุกทำต้องทำอะไรซ้ำๆซากๆทุกๆวัน

ทำกิจวัตรประจำวันที่เหมือนเดิมจำเจ จนไม่น่าเชื่อ

ว่ามนุษย์ที่รักอิสระจะทนรับอะไรแบบนั้นได้

แต่พอเข้าไปทำ และเป็นส่วนหนึ่งของวงจรอุบาดนี้

จะตระหนักได้ทันทีว่า เราต้องเอาชีวิตรอดภายใต้

ความซ้ำซากและน่าเบื่อนั้นให้ได้  แม้ว่าในบางที

จะท้อ จะโมโห(ตัวเอง) บางคนไปกินเหล้าหลอกตัวเอง

ให้ลืมความอุ+ทุที่เกิดขึ้นในชีวิตที่สุดแสนจะมีสีสันของตัวเอง

บางคนร้องไห้เพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นในความอยุติธรรม

ที่ตัวเองต้องเผชิญในชีวิตการทำงาน  แต่จุดสุดท้าย

ที่พวกเขาจะต้องกลับไปก็คือ ก็เดินย้อนกลับเข้าไปในวงจร

อุบาดอันนั้นและใช้ชีวิตเดิมๆอีกครั้ง  อันที่จริงแล้ว

พอมานึกอีกที การปลดปล่อย หรือคลายเครียดแบบนั้น

ก็ถือว่าเป็นวงจรอุบาด ในวงจรอุบาดอีกทีว่ามะ

คนเรามีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการยึดติด

ใครว่านิสัยแก้ไม่ได้  คนชอบเอาคำว่า "นิสัย" มาเป็นข้ออ้าง

เวลามีคนบอกให้ตัวเองแก้ไขอะไรบางอย่างที่ทำให้คนอื่น

รู้สึกไม่พอใจ  แต่ตัวเองไม่อยากจะแก้ก็จะพูดว่า

"ก็มันเป็นนิสัยนี่ แก้ไม่ได้หรอก"  จริงๆเหรอ????

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีที่สุดแล้วนะ เพราะ

ถ้าปรับตัวไม่ได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ท่ามกลางสังคม

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าสังคมในป่าของสัตว์กินเนื้อได้

การเอาตัวรอดของมนุษย์ก็มีหลากหลาย แล้วแต่ใครจะเลือก

วิธีไหน  บางคนป้องกันตัวเองโดยพลางกายให้คนอื่น

คิดว่าตัวเองเป็นลูกแกะ ทั้งๆที่จริงๆ แล้วตัวเองเป็นผู้ล่า

หรือบางคนก็เลือกที่จะอวดอ้างความสามรถเพื่อป้องกัน

ตัวและสร้างกำแพงให้กับคนที่เพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก

"คำพูด" เป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และในขณะเดียวกัน

ก็ไม่น่าเชื่อถือที่สุดด้วย  "คำพูด" และ "คำโกหก" แยกกันได้เหรอ

คนเราชอบฟังเรื่องดีๆ คำพูดหวานๆ ที่ในบางครั้งไม่สนหรอกว่า

มันเป็นความจริงหรือไม่  ขอแค่ฟังแล้วพึงพอใจเท่านั้น

ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าความจริงมันเจ็บปวด ก็จริงน่ะถึงได้เจ็บปวด

ในโลกนี้มีแต่เรื่องที่เจ็บปวดน้อย เจ็บปวดมากเท่านั้นแหละ

เราเลือกไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราเจอในชีวิต สิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

มันได้ คือสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้เกิดขึ้นกับเราตั้งแต่แรกแล้วยังไงล่ะ

สิ่งที่ส่งมาเพื่อฝึกให้เราแกร่ง  สิ่งที่ส่งมาเพื่อทดสอบว่าเรายังสามารถ

ดำรงอยู่บนโลกแย่ๆแบบนี้ได้หรือไม่  นี่แหละคือความเท่าเทียมกัน

ในชีวิตของคน  ความเท่าเทียมที่คนมักพูดถึง มักจะเป็นเรื่องที่

เป็นเรื่องของคน  เรื่องที่คนคิดว่ามันเป็นจริง แต่มันไม่ใช่หรอก

เพราะความเท่าเทียมกันคือ โอกาสในการเกิด เรียนรู้  ถูกทดสอบ

และความตายต่างหาก  ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน

ทั้งนั้น  มันก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตในโรงเรียนสักเท่าไหร่

เพียงแต่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ และมีบทเรียน

ให้เราได้เลือกเรียนรู้  และในบางครั้งเราถูกเลือกให้เข้าไปเรียนและ

รับรู้ในสิ่งนั้นๆ  หลังจากนั้นก็จะมีการทดสอบ  ค่อยๆมองชีวิตในแต่ละ

ช่วงของตัวเองดูแล้วก็จะพบว่าชีวิตนี้เป็น "สิ่งมหัศจรรย์" ที่เข้าใจได้ยาก

แต่ก็ไม่ยากเกินจะเรียนรู้ คนที่เกิดมาบนโลกนี้ก็เหมือนกับเด็กที่ได้ทุน

การศึกษา  คนที่มีชีวิตสบายหน่อย ก็แสดงว่าเป็นเด็กดี แต่คนที่มีชีวิต

ที่ลำบากหน่อย ก็แสดงว่าเป็นเด็กที่ดีน้อยหน่อย

ไม่น่าแปลกที่มีคนพูดว่า "ชีวิตคือการเรียนรู้" แต่หลายครั้ง

ไอ้คำว่าเรียนรู้มักจะถูกจำกัดด้วย "ความรู้ในโรงเรียน" ไม่ใช่นี่

เรียนรู้คือการทำความเข้าใจ และศึกษาทุกช่วงชีวิตของตัวเอง

และคนรอบข้างต่างหาก  "คนเราเกิดมาเพื่ออะไร" อันนี้

แต่ละคนคงจะมีคำตอบไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเรา "เราเกิดมา

เพื่อเรียนรู้ชีวิต  และการผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆในชีวิตคือการ

เลื่อนขั้น ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อีกหนึ่งก้าว" เป้าหมาย

ในชีวิตเหรอ  หลายคนคิดว่ามันคือความก้าวหน้าในหน้าที่

การงาน  การมีครอบครัวที่เพรียบพร้อม แต่ของพวกนั้นน่ะ

ก็เหมือนเงินกับอำนาจ ที่ไม่คงทน อีกอย่าง ในโลกนี้ไม่มีอะไร

เพรียบพร้อมจริงๆหรอก เพราะถ้ามี โลกนี้ก็คงจะไม่ยุ่งเหยิง

หรืออาจจะเน่าเฟะยิ่งไปกว่านี้  หรือน่าเบื่อกว่านี้ เพราะทุกคน

เพรียบพร้อม  แต่ที่โลกนี้มีคำว่า "ความแตกต่าง" นี่แหละที่ทำ

ให้มันสวยงาม และทำให้มนุษย์มีแรงผลักดันให้ศึกษา ความต่าง

นั่นต่างหากที่น่าสนใจ  เป้าหมายในการมีชีวิตของเรา คือ

"การเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"  แล้วคุณล่ะ?

***Back 2 Subject wid JUMP***

posted on 22 Jun 2008 11:44 by illkid  in EnterTainMent, illkid, Shinhwa, THOUGHT

กลับมาแล้วจ้า ตอนนี้บล๊อกมีกลิ่นตุๆ

เป็นการดองที่ทำเอาบล็อกออกแนวใกล้เน่าเลยทีเดียว

แหะๆ พอดีช่วงก่อนไม่ได้อยู่บ้านและงานเยอะ

(แต่ตอนนี้ก็ยังเยอะอยู่ = =) คนบร้า~ ที่ปกติ

ไม่ค่อยป่วยกับเค้าก็ป่วยไปแล้วคร้าบ~

ตอนนี้งานเริ่มเข้ารูปเข้ารอย หรือควรจะบอกว่า

เริ่มปรับตัวได้ และรู้ว่าควรจะวางตัวอยู่ตรงส่วนใดในสังคม

การทำงานจะดีกว่ามั้ง~ อย่างที่ว่าสังคมโรงเรียนที่ว่า

น่าเบื่อและน่ากลัวแล้ว มาเจอชีวิตในการทำงานก่อน

แล้วทุกคนจะบอกว่าสิ่งที่เคยเจอมาเนี่ย น้ำจิ้มม๊ากมาก~

ของจริงดิมันทำให้เสียself เสียความรู้สึกเยอะกว่ามากมาย

แต่.......เราจะเป็นกิ่งก่าที่สามารถปรับตัวรับกับสถานการณ์

นั้นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  นั่นหมายถึงเราแข็งแรงขึ้น

หรือเราด้านมากขึ้น หรือเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (ม่าย~

ช้านไม่อยากเป็นเหมือนคนในออฟฟิส ม่าย~ ถึงอยากจะ

พูดอย่างนั้น แต่ก็นะ ........) สิ่งที่ควรจะทำในออฟฟิสและพึง

ระลึกถึงเสมอคือ รับผิดชอบงานตัวเองให้ดีที่สุด และพยายาม

อย่าไปเงือกเรื่องคนอื่นโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว

หรือเรื่องงานก็ตาม  แม้ว่าเราจะรู้สึกสนิทสนมกับคนๆนั้นยังไง

แต่คนที่เราสนิทด้วยอาจจะไม่คิดอย่างนั้น หรืออาจจะกำลังเบื่อ

การกะติดแจของเราจนอยากจะเอามืดมาปักหลังให้เรารู้สึกตัวก็ได้

เพราะฉะนั้น อยู่ตรงกลาง และจงคบเพื่อนรู้ใจที่ด่ากันมาตั้งแต่เรียน

จะดีกว่า .......เพราะเจ้าพวกนั้นยังไงก็ไว้ใจได้มากกว่าจริงๆ ^^

(ฟังดูปลงชีวิตได้แล้วยังไงก็ไม่รู้ช้าน = =''') เวลาผ่านไปรวดเร็ว

สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่วันนั้นที่พ่อจากพวกเราไป ทุกวันนี้

เรายังคิดถึงกันอยู่เสมอ แม้ยามหลับ  ครึ่งปีมันนาน แต่มันก็ไม่นาน

ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี   ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องเดินก้าวไปข้างหน้า

จนกว่าชีวิตนี้จะจบลง  หรือบทเรียนชีวิตนั้นถึงบทสุดท้ายนั่นแหละ

เพราะฉะนั้นจงอย่ากลัวที่จะใช้ชีวิต แม้ว่าบางทีมันเหนื่อย และ

น่าเบื่อจนอยากจะจบมันให้เร็วที่สุดก็ตาม  แต่จงเชื่อมั่นเสมอว่า

ชีวิตนี้ถูกวางไว้เป็นอย่างดีแล้ว ขอเพียงเราสามารถเดินออกนอก

เขาวงกตไปสู่แสงสว่างได้  เราก็จะได้พบกับแก่นของการมีชีวิต

ของเราซึ่ง ตัวเราเองเชื่อว่าแต่ละคนมีแก่นสำคัญในการดำรงอยู่

ที่แตกต่างกัน เพราะ "เราแตกต่าง โลกถึงได้สวยงาม"

Quotation ดีๆที่ได้จาก FMA anime ที่ชอบมานาน

-------------------------------------------------------------

จบเรื่องเครียดๆไว้ตรงนั้น   เรามาต่อเรื่องฮาๆดีกว่า อันด้วยเมื่อวาน

นี้เดี๊ยนและกลุ่ม (จากโรงเรียนสอนเกาหลีที่เรียนอยู่) ได้ไปดูละคร

เวที Action Comedy ที่ชื่อ "Jump" มาเป็นละครที่ฮามากมาย

และเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าถึงตั้งชื่อเรื่องว่า "Jump" เพราะว่ามัน

โดดกันทั้งเรื่องเลยอะจิ   ละครเวทีเรื่องนี้เป็นละครเวทีเรื่องแรกในรอบ

2 ปีได้มั้งที่ได้ดู หลังจากที่ไม่ได้ดูมานานมาก ไม่มีโอกาสบ้าง ไม่มีเงิน

บ้างไปตามเรื่อง  แต่ในที่สุดก็ได้ดู ให้รายละเอียดละครเรื่องนี้นิดหนึ่ง

ละครเรื่องนี้เป็นของคณะละครชาวเกาหลี ที่จัดแสดงที่ พารากอน ฮอล์

หอประชุมอเนกประสงค์ที่จัดงานตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ โดยจัดแสดง

ตั้งแต่วันที่ 18-22  มิถุนายน 2551 สำหรับบัตรนักศึกษาสามารถซื้อบัตร

ที่นั่งราคา 900 บาทได้ในราคา 500 บาท  (พอละนะขอเม้าท์เลยละกัน)

Review

สถานที่จัดแสดง : เนื่องจากโรงละคร (ขอเรียกว่าโรงละครนะ) เป็นหอ

อเนประสงค์ทำให้ไม่มีที่นั่งที่เหมาะสำหรับจัดการแสดงละครเวทีอย่าง

เป็นทางการ  ทำให้คนที่เสียเงินเยอะซวยค่ะ  เพราะว่าด้านบนนั้นจะมี

การจัดที่นั่งเป็นแบบไล่ระดับเช่นเดียวกันกับในโรงหนังซึ่งทำให้ผู้ชม

ด้านหลังไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าจะถูกผู้ชมที่นั่งอยู่ด้านหน้าบดบัง

ทัศนวิสัยแต่อย่างใด ผิดกับผู้ชมที่นั่งด้านล่าง ซึ่งแค้นกว่านั้นคือ

ช้านจ่ายเงินแพงกว่า ในที่นี้เราจะขอตัดการพูดถึงบัตรแพงสุดคือ

1500 บาทไป เพราะคิดว่าคงไม่ถูกบังแน่ๆ(มั้ง) แต่ราคาแพงกว่านั้น

จนถึง 900 บาท ต้องเริ่มชะเง้อเป็นชะนีคอยาวตั้งแต่เริ่มแสดง

ทำให้ผู้ชมหลายคนเกิดอาการเบื่อหน่ายและไม่สามารถสนุกไปกับ

เนื้อหาของเรื่องได้  แม้แต่ดิชั้นเองก็กลับมาบ้านคอเคล็ดต้องกินยา

กันเลยทีเดียว สนุกแต่ก็เมื่อยมาก อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้จัดควรปรับปรุง

ถ้าคราวหน้าฉลาดเช่นนี้อีก ระวังจะขาดทุนไม่รู้ตัวนะเออ......

ฉากและแสดงสี : ในด้านของฉากนั้น มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

ไม่ว่าจะเป็นฉากด้านข้างที่ทำให้ดูเหมือนหน้าต่างบ้าน ซึ่งมีการซ่อน

ไฟ และใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการแสดงไปด้วยในตัว + กับเป็นฉาก

เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของนักแสดงอีก อะไรจะคุ้มค่าปานนั้นครับท่าน

สำหรับประตูหน้าต่างของฉากหลังในละครเรื่องนี้ สามารถเปิดปิดได้

ตั้งแต่ประตูใหญ่ หน้าต่างด้านซ้ายของผู้ชม ซึ่งจะใช้เป็นทางเข้า

ของตัวละครพิเศษ 5555+ และยังมีรูทางด้านล่างของประตูใหญ่ที่ใช้

เป็นทางส่ง prop. หรืออุปกรณ์ประกอบฉาก และตัวละครให้ออกมา

เข้าฉากโดยไม่ให้ผู้ชม (ที่ไม่ได้นั่งด้าข้างได้รู้ พอดีตรูนั่งด้านข้าง

เห็นหมดเลยง่ะ)  ต้องชมการใช้ฉากอย่างเป็นประโยชน์และคุ้มค่า

แม้ว่าฉากของเค้าจะดูสุดแสนธรรมดาไร้ความหรูหรา ที่เยี่ยมไปเลย

อันนี้ซิที่เค้าเรียกว่าใช้ทรัพยกรอย่างคุ้มค่า ส่วนแสงสีเสียงมีผล

กับการแสดงในเรื่องนี้พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเสียงหรือดนตรี

ที่ช่วยเสริมสร้างสีสันให้กับละครแนว comedy ได้มากขึ้นไปอีก

ส่วนแสงนั้นช่วยในการบอกโมเม้นต์ต่างๆในเรื่องอย่างเช่น

ฉาก Slow motion  หรือก็ใช้เทคนิคแสงเพื่อบอกอารมณ์และ

การเปลี่ยนแปลงของตัวละครได้อย่างชัดเจนและลงตัว

การแสดง: ในส่วนของการแสดงเนื่องจากนักแสดงนั้น

เป็นผู้ที่ผ่านการแสดงละครเวทีมาแล้ว จึงไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึง

หรือติสักเท่าไหร่ เพราะด้วยความที่พื้นของแต่ละคนนั้นมีการ

ปูพื้นฐานด้านความยืดหยุ่นของร่างกาย และศิลปะการต่อสู้

มาเป็นอย่างดี เพียงแต่เรื่องความพร้อมในการโชว์เมื่อตัวละคร

ทุกตัวถูกบังคับให้ขึ้นเวทีแล้วรำมวยพร้อมกันเนี่ย ดูเหมือนจะไม่ค่อย

พร้อมเพรียงเท่าในโฆษณาสักเท่าไหร่  และดูเหมือนความพร้อมด้าน

ร่างกายยังไม่ค่อยเต็ม 100 นัก ทำให้เสียความรู้สึกไปบ้าง

แต่เนื่องจากความ smooth ของการดำเนินเรื่องบวกกับมุขตลก

ทั่วๆไปที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องภาษา

เพราะมันเป็น comedy of manner (ออกแนวเดียวกับ mime ซึ่ง

จะใช้ท่าทางในการเล่าเรื่องมากกว่าคำพูด) ทำให้ผู้ชมสามารถ

เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายและเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้

และมุขบางมุขก็ยังเหมือนกับที่เราเห็นในละคร ภาพยนตร์ หรือแม้แต่

คณะตลกของไทยก็ยังเล่นกันเลย  แล้วอย่างงี้ยังไม่เข้าใจอีกเนี่ย

ก็จะยังไงอยู่ใช่มั๊ยล่ะคะ

Others : มีการแจกลายเซ็นหลังจากแสดงเสร็จ 5555+ อันนี้เมืองไทย

ไม่เคยมี  กับสูจิบัตรราคา 150 บาทที่ไม่ลังเลที่จะเสียเงินเก็บ

เพราะลงทุนพิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี เป็นหน้าสีทั้งหมดอีกด้วย

 

สุดท้ายคือ เป็นละครดีๆ ที่ดูแล้วทำให้คุณหัวเราะไปอย่างบร้าคลั่ง

ได้ในเวลา 2 ชั่วโมงโดยแทบจะไม่ต้องดูนาฬิกาเลย แถมยังจะบ่น

อีกต่างหากว่าทำไมมันสั้นจังเลย  เสียดายว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว

ไม่งั้นก็อยากจะชวนเพื่อนไปดูอีกรอบนึงเลยล่ะ

------------------------------------------------------------

แวะเข้าเรื่องชินฮวาเล็กน้อย  ตอนนี้ชินฮวากินหัวเราอยู่ =3=

กำลังจะกินแกลบ เพราะอาทิตย์นี้จะมี White Edition ของ

อัลบั้ม 9 วางไล่ๆกับ MBC Package Shinhwa 1998-2008

ได้ข่าวว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา เสียเงินไปกับ ซีดี 2 ชุด + ดีวีดี

อีกแผ่นนึงแล้วนะ นี่มานนนมากันอีกแล้ว...... แล้วได้ยินแว่วๆมาว่า

Summer ปีนี้ พี่มิน กับฮเยซองจะออกอัลบั้ม เอากันให้ตายไป

ข้างนึงเลยซิครับท่าน 

หมวกพี่มินที่ได้มาสามเดือนแล้ว แต่เพิ่งใส่ไปเพียงครั้งเดียว

อันนี้ด้านข้าง งดงามอย่างแรง ตัวหมวกเป็นสีขาว

เพราะอย่างงั้นก็เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ (อันที่จริง

ขี้เกียจซักง่ะ = =)

สร้อยซองกี้ กับตุ้มหูพี่มิน (ที่ยังหาทางยัดเข้ารู

ไม่ได้ คาดว่าจะต้องไปเจาะหูใหม่ รูตันไป2แล้ว

TT^TT)

ไปก่อนดีกว่า ไว้จะมาอัพใหม่ รอบหน้า แต่ไม่รู้เมื่อใด

*~Shinhwa Only~*-Stuffs from Korea (CD Part)

posted on 04 May 2008 22:23 by illkid  in Shinhwa

แบบว่าต้องอัพต่างหากเนื่องจากของมันเยอะมาก

แล้วก็ด้วยความบร้าของเรา ก็อยากจะอัพยิกๆ

เริ่มด้วย ที่ร้ากกกกของช้านนนนน

"THE STORY OF THAT MAN AND THAT WOWAN"

ถ่ายออกมาได้ อุ จริงๆเลยชั้น ของจริงแสงเค้าสวยนะคะ

แบบว่าถ่ายแล้วเอาเงาตัวเองทาบไปด้วย มันเลยมืดแบบนี้อ่ะคะ

อันนี้เป็นโปสเตอร์ของอัลบั้มชุดนี้ (มินิอัลบั้มถึงจะถูก)

 

 

อันนี้คือตัวซีดี เวอร์ชั่น That man's story  มันคือหน้าปก และไส้ใน

ของหน้าปกที่แงะออกมาแล้ว เกือบทำยับตอนยัดกลับเข้าไป

ดูความละเอียด และคลาสสิคซิคะคุณขา หลงไปเลย...

อันนี้ตัวแผ่นค่ะ จงใจถ่ายให้เป็นแสงสะท้อน (ไม่ใช่สะท้อนกล้องนะ)

ดูเหมือนจะสวยแต่.... พลาดอีกเหมือนเดิม  ลายบนแผ่นสวยงามมาก

สมแล้วที่เป็นของแท้

 

อันนี้เป็นเวอร์ชั่น ของ หญิง-ชาย กล่องไม่ปลื้มเท่าไหร่ ดูเหมือน

กล่องซีดีทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ  แต่ยังคงปลื้มภาพบนปกอยู่

 

 

ความแตกต่างระหว่างแผ่นเดี่ยว กับแผ่นรวมคือรายละเอียดเล้กๆน้อย

ที่แสดงให้เห็นถึงความพิถึพิถันของทีมงานที่จัดทำ ไม่เพียงแค่เพลง

เท่านั้นที่เพราะจับใจ  แม้แต่แผ่นก็ยังทำให้คนซื้อรู้สึกคุ้มเงินเหมือนกัน

------------------------------------------------------

ต่อจาก ฮเยซอง ก็ต้องเป็น andy ที่ออกอัลบั้มเดี่ยวไป (ต๊าย! ช้านลืมไปอีกแล้น

ว่ายังไม่ได้ซื้อ Mini album ของพี่มิน ฟังอย่างเดียว รอก่อนนะพี่มิน)

โปสเตอร์มืดๆ ที่ได้มาพร้อมซีดี (แอบเอาซองมาทับไว้เพราะมันม้วนมา)

อึมดีมากทีเดียว ดี้จ๋า

ซีดีของดี้ ประกอบด้วย กล่องนอก กล่องในใส่ซีดี และสมุดภาพ

 

มาดูตัวแผ่นของดี้บ้าง แผ่นสกรีนเป็นภาพเดียวกับปก เมื่อเอาซีดีขึ้น

ภาพในซีดีจะเป็นดี้ ยืนหล่อเนี๊ยบอย่างนี้เลยครับผม คนละฟิวกะฮยอง

เลยเนอะ

นี่คือเบื้องหลังของดี้ เอ๊ย! ของอัลบั้มดี้เวอร์ชั่นยังไม่รีแพ็ค ส่วนรีแพ็ค

ดี้รอไปก่อนนะจ๊ะ เพราะเสียเงินให้จอนจินกะลุงคัพเอฟไปแล้นง่ะ = =

อัพเดทสุดๆ  อัลบั้ม 9  Normal version เนื่องจากเวอร์ชั่นไทยยังไม่มา

แต่ข้าพเจ้าได้เวอร์ชั่นเกาหลีมาแล้ว เลยเอามาแปะให้ดู ข้างใน

สวยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Limitied Edition เพียงแต่ย่อขนาดลงเท่านั้น

เอง เพราะฉะนั้น สาวกตัวจริง ไม่ต้องกังวลไป ซื้อแพ็คเล็กก็สวยนะจ๊ะ

ที่สำคัญคือเพลงชุดนี้ เพราะจริงๆ ชอบทุกเพลง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

และก่อนจบ เมื่อขึ้นด้วยฮเยซอง เราก็ขอจบด้วยซองกี้ที่รักแล้วกันนะจ๊ะ

"Shin Hye Sung 1st Tour in Seoul" DVD

คอนนี้ Recommended สำหรับคนที่อยากจะฟังเพลงเพราะๆ และดูคอนฯ

ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ตลอด 2 ชั่วโมง ครึ่ง  ขนาดเนื้อเพลงเนี่ยฟังไม่รู้

เรื่อง แต่ก็ยังฟิวได้อะคิดดูละกัน  เสียงดีสุดๆ สมแล้วกับตำแหน่ง Main Vocal

ของวง  พร้อมกับเก็บตกขำๆ น่ารักๆ และน่าชื่นชม ทำให้เราได้รู้จัก

ชินฮเยซองในอีกแง่มุมหนึ่ง ในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่ไม่มีเพื่อนๆ อีก 5 คน

มาอยู่ด้วยแล้ว ซองทำงานหนัก จนน่ากลัว แต่ก็น่าประทับใจในเวลาเดียวกัน

อารมณ์ของคอนฯแต่ต่างกับของพี่มินอย่างแน่นอน  แต่เป็นคอนฯที่รับรองว่า

ดูแล้วคุณจะไม่เบื่อ แม้ว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ได้เต้นเก่งอะไรมากมายก็ตาม

(ตรูขายของผู้ชายมากไปเป่าเนี่ย)

ดีวีดีแพ็คนี้มาพร้อมกับ ดีวีดีสุดยอด 2 แผ่น + สมุดภาพที่เขียน

อะไรดีๆเอาไว้ อยากรู้ว่าเขียนไว้ว่าอะไรบ้าง ไปดูที่บ้านชินฮวาไทยแลนด์

ได้เลยจ้า www.shinhwathailand.com  เข้าหน้า Forum ไปเลยนะจ๊ะ

หมดแล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อ ของยังมีอีกมากมาย 

(จะไม่เยอะได้อย่างไร ก็ถังแตกไปแล้วง่ะ)

Credit 2: GoodEnT+ND ENT for High Quality products

Pix taken by : Me

Plz bring out the info wid proper credit.

Plz Support copyright Product!!!!